ไขปริศนาไวรัสอีโบล่ารู้ก่อนปลอดภัยกว่า

11.09.2014 , AUTOR:WOMEN'S HEALTH THAILAND


เมื่อไวรัสไม่มีวันตายออกอาละวาด...วิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดก็คือ การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ...แม้เป็นเชื้อโรคร้ายแต่คนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ก็อาจหายจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ มารู้จักกับอีโบล่าและวิธีการป้องกันตัวเองกันดีกว่าค่ะ

“อีโบล่า” เป็นหนึ่งในเชื้อโรคที่อันตรายมากที่สุดของโลก โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ใน ‘ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 4’  เป็นไวรัสที่มีศักยภาพที่อาจนำมาใช้พัฒนาเป็นอาวุธ  ในสงครามชีวภาพเพื่อการก่อการร้ายได้ (Category A Bioterrorism) โรคในกลุ่ม ‘ไข้เลือดออก’ นี้ ถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำขนาดเล็กในคองโก คาดการณ์กันว่าเป็นไวรัสที่ผ่านจากสัตว์ไปสู่คน แต่ก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใด และเป็นเชื้อร้ายแรงที่อาจทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ ความหวังเดียวที่มีอยู่ คือ วัคซีนทดลอง “ซีแมปป์” สารประกอบจากใบยาสูบ)  ที่องค์การอนามัยโลกเพิ่งอนุมัติให้แจกจ่ายรักษา ซึ่งก็ยังไม่ผ่านมาตรฐานรองรับการเอาชนะโรคร้ายนี้แต่อย่างใด

ระยะเวลาฟักตัวของโรคกว่าจะมีอาการอยู่ระหว่าง 2-21 วัน โดยสามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกกลุ่มอายุ อาการของโรคมักเกิดฉับพลันคือ “มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย อาเจียน ตาแดงและมีเลือดออก อย่างเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกจากเหงือก” เมื่อโรคดำเนินไประยะหนึ่ง...ผู้ป่วยจะมีภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึม ชาตามร่างกาย คอแข็ง หลังแข็ง อาจมีผื่นนูนแดงแต่ไม่คันขึ้นที่บริเวณลำตัวและแขนขารวมถึงบริเวณถุงอัณฑะ ประมาณวันที่ 5-7 หลังเริ่มแสดงอาการ

อาการร้ายแรงที่ปรากฏ คือ ท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นเลือด  ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับไม่ทำงาน มีอาการในระบบประสาทส่วนกลางร่วมด้วย การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายขาดน้ำ ขาดเลือด หรืออวัยวะวายในช่วงที่โรคมีอาการรุนแรงที่สุด

แนวโน้มการติดเชื้ออีโบลาเป็นวงกว้างนั้นถือว่าต่ำ เพราะโรคนี้แพร่เฉพาะการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้น  “อีโบล่าไม่ติดต่อทางอากาศหายใจ แต่ไวรัสสามารถอยู่ได้นาน 5-6 ชั่วโมง ในพื้นที่ที่มีความชื้นอย่าง ในน้ำลาย หากมีการจามสามารถกระจายเชื้อไปได้ไกล 2-3 ฟุต จึงสามารถติดจากละอองฝอยของน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย แล้วเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือกได้

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดก็คือ “หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่สัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำลาย เหงื่อ หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย หลีกเลี่ยงเมนูสารพัดสัตว์ป่าทั้งหลายโดยเฉพาะลิงหรือค้างคาว มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัยทุกครั้ง รวมถึงการล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน”

ผู้ที่รอดชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลาส่วนมากเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว (ผู้สูงอายุ เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัวหากติดเชื้อจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูง) การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันทำแบบประคับประคอง เมื่อภูมิต้านทานของคนไข้กลับมาก็จะสามารถช่วยรักษาตัวเองได้ ภูมิต้านทานจะไปกดไวรัสทำให้ไม่เกิดการทำลายของอวัยวะภายในต่างๆ อีก ดังนั้น คุณจึงควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ แต่หากมีอาการตามที่กล่าวข้างต้น ให้รีบไปพบแพทย์และให้ประวัติอย่างละเอียดในช่วง 21 วันก่อนมีไข้ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันการแพร่เชื้อค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค,  thaihealth.or.th, dailynews.co.th, th.m.wikipedia.org และ thairath.co.th

Credit Picture : pinterest 

no comments to display
Name (required)
Email (required)
URL
Comment
Type number